วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

บรรยายทุ่งดอกกระเจียว


ฉันนั่งมองสายฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ถึงหน้าฝนแล้วซินะ ดอกไม้ ต้นไม้ คงร่าเริง เบิกบาน ยิ้มรับน้ำฝนกันถ้วนหน้า บรรยากาศตอนฝนตกนี่ช่างพาให้เคลิบเคลิ้ม คิดถึงความหลังครั้งเก่าซะจริงๆ ฉันเลยหยิบอัลบั้มรูปครั้งที่เคยไปเที่ยวขึ้นมาเปิดดู เปิดไปหน้าแรกเป็นรูปทุ่งดอกไม้สีชมพู มีข้อความเขียนกำกับไว้ว่า “ ทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ” อัลบั้มนี้เป็นภาพครั้งที่ไปเที่ยวชม ทุ่งดอกกระเจียว ที่อำเภอเทพสถิตนั่นเอง...












ครั้งนั้นฉันไปกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน พวกเราเช่ารถตู้ไป โดยเริ่มเดินทางกันในตอนดึกของคืนวันศุกร์ เมื่อขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บ ด้วยความที่เป็นเด็กอนามัย มาตื่นอีกทีก็ถึงที่หมายแล้ว ฉันงัวเงียขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือ ซึ่งมันบอกเวลาว่า ตอนนี้เพิ่งตีห้ากว่าๆ เอง ถึงว่าซิมองไปข้างนอกรถยังมืดอยู่เลย ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องลงไปสำรวจสักหน่อย เมื่อสำรวจแล้วก็พบว่า การนอนในรถต่อจะเป็นการดี เพราะว่ายังมืดอยู่ แล้วก็มีหมอกหนามากด้วย
พวกเรามาตื่นกันอีกทีตอนหกโมงเช้า ซึ่งได้เวลาที่พวกเราจะสูดอากาศอันบริสุทธิ์ยามเช้ากันแล้ว พวกเราเดินเล่นสัมผัสหมอกกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดชมวิว ซึ่งเป็นลักษณะลานหิน สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ แต่ ณ เวลานี้ ที่พวกเรายืนอยู่ที่นี่ เห็นแต่หมอกเจ้าค่ะ เห็นแต่หมอกขาวๆ สายตาของพวกเราไม่สามารถแหวกม่านหมอกมองไปเห็นวิวเบื้องล่างได้เลย ที่จุดชมวิวนี้ เขามีป้ายให้ความรู้ โดยเขียนไว้ว่า “ จุดชมวิวสุดแผ่นดิน ณ.จุดนี้ เป็นจุดที่สูงสุดของเทือกเขาพังเหย(846 เมตร) เกิดจากการดันตัวของแผ่นดินภาคกลาง (ฉานไทย) ซุกเข้าใต้แผ่นดินภาคอีสาน (อินโด-ไชน่า) ทำให้เกิดขอบยกสูงขึ้น แบ่งระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน จึงเรียกบริเวณนี้ว่า สุดแผ่นดินอีสาน-กลาง”
พวกเราขึ้นรถและนั่งต่อไปอีกประมาณหกนาทีเห็นจะได้ ซึ่งตอนเช้ามืดก็ผ่านมาทีหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้เพราะว่านอนหลับอยู่ นั่นไง! ทุ่งดอกกระเจียว ฉันเห็นทุ่งดอกกระเจียวสีชมพูอยู่ตรงหน้า มันดูเยอะมาก ช่างดูสวยจริงๆ เจ้า ทุ่งดอกกระเจียว ทุ่งดอกไม้สีชมพู นี่ฉันได้เห็นของจริงสักที หลังจากที่ได้เห็นแต่ในรูปถ่ายที่ลงตามนิตยสารท่องเที่ยว ฉันได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ จะได้ไปอวดเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มา พี่เขาบอกว่า อย่าถ่ายตรงนี้เยอะนัก ยังมีให้ถ่ายอีก และมีให้ถ่ายมากมายเลยเป็นทุ่งกว้างเลยล่ะ
.....หลังจากที่พวกเราได้ชื่นชมธรรมชาติกันอยู่พักใหญ่ ก็เดินทางต่อมาที่ป่าหินงาม เพื่อมาดูหินรูปร่างแปลกๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรไว้ ก่อนที่จะเข้าไปชมก็ต้องหาความรู้กันก่อนนะจ๊ะ เพราะว่ามาเที่ยวแล้วทั้งที่ ก็ควรจะรู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นไป ความรู้ที่หาได้ง่ายๆ เลยก็คือ “ป้าย” มีป้ายไม้แผ่นใหญ่ตั้งไว้ตรงทางเข้า เขียนหัวเรื่องว่า ลานหินงาม ซึ่งรายละเอียดเขาเขียนไว้ว่า “ลานหินงามหรือป่าหินงาม เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะเนื้อหินทรายในส่วนที่อ่อนกว่าส่วนอื่นออก ใช้เวลานานนับล้านปี จึงก่อให้เกิดโขดหินที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่าอัศจรรย์เช่นนี้
บริเวณพื้นล่างของ ทุ่งดอกกระเจียว มีพันธุ์ไม้แปลกตา หายาก อาทิ มอส ไลเคนส์ ข้าวตอกฤาษีและเฟิร์น นานาชนิด ใคร่ขอความร่วมมือทุกท่าน โปรดระมัดระวัง อย่าทำลาย” เมื่อเราได้รู้เช่นนี้แล้ว เวลาไปเที่ยวธรรมชาติเราจึงควรระมัดระวัง ไม่ทำลายธรรมชาติ เพราะเราคือผู้ไปเยือนเขาเท่านั้น และที่ป้ายนั้นยังมีแผนที่ให้ดูด้วยว่า มีหินรูปอะไรอยู่ตรงไหน เช่น หินตะปู หินรูปปราสาท หินรูปสัตว์ หินรูปช้าง เป็นต้น เมื่อพวกเราเดินเข้าไปชมในป่าหินงาม พวกเราก็พบกับหินรูปร่างแปลกประหลาดเต็มไปหมด แล้วแต่ว่าใครจะมองเห็นเป็นรูปอะไร ธรรมชาติสร้างศิลปะได้งดงามแปลกตาจริงๆ
หลังจากที่ได้ชมป่าหินงามแล้ว พวกเราก็หาอาหารเช้าทานกัน ที่บริเวณนั้นมีร้านอาหารตั้งอยู่ พวกเราก็เข้าไปสั่ง
อาหาร ซึ่งอาหารเช้ายามนี้ก็เป็นอะไรที่ง่ายๆ เช่น ไข่เจียว มีพี่คนหนึ่งบอกว่ามีไข่เจียวกับข้าวเปล่าก็กินได้แล้ว พวกเราทานกันเร็วมาก สงสัยจะหิวกันทุกคน หลังจากอิ่มข้าวแล้ว ก็เดินชมของที่ระลึกที่เขาวางขาย เช่น พวงกุญแจรูปป่าหินงาน รูปทุ่งดอกกระเจียว เมื่อฉันเหลือบมองนาฬิกา มันก็บอกเวลาเก้าโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ แสงแดดยามเช้าค่อยๆ โผล่มาเยือน เจ้าหมอกหนายามเช้าก็ค่อยๆ จางหายไป พวกเราออกเดินทางต่อไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรทอง พวกเราจะไปตะลุย เดินป่า ตามหา ทุ่งดอกกระเจียว กัน...




ก่อนที่จะถึงที่ทำการอุทยาน พวกเราก็แวะสั่งข้าวร้านอาหารข้างทาง เพื่อกักตุนเป็นเสบียงเอาไว้ทานกันตอนกลางวัน “เจ๊ เดี๋ยวมาเอานะ เข้าไปที่ทำการก่อน” คุณเจ๊เจ้าของร้านก็ตะโกนบอกว่า “จ้า แล้วจะทำเอาไว้ให้” เมื่อถึงที่ทำการอุทยานแล้ว พวกเราก็ขนของลงจากรถตู้ จัดแบ่งของกิน ถุงนอนแจกจ่ายให้แต่ละคนแบก ผู้ชายแข็งแรงหน่อยก็แบกเต็นท์ไปนะจ๊ะ หลังจากจัดของเสร็จเรียบร้อย ก็ขึ้นรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อของที่ทำการอุทยาน พวกเราได้แวะเอาเสบียงกันที่ร้านค้า แต่เวลานั้นใกล้บ่ายโมงแล้ว พวกเราจึงทานอาหารกลางวันกันที่ร้านค้านั้นแหละ เมื่ออิ่มหนำสำราญกันได้ที่ ก็เคลื่อนขบวน โดยรถปิกอัพคันเดิม รถคันนี้ได้มาส่งพวกเราที่ปากทางเข้าป่า ซึ่งต่อไปพวกเราต้องเดินเท้า ซึ่งการเดินป่าตอนบ่ายนี่ช่างร้อนจริงๆนะ แต่พวกเราก็ได้ย่อท้อไม่ มุ่งมานะในการเดินต่อไป ซึ่งการเดินป่าในครั้งนี้ก็ไม่ลำบากมากนัก ทางเดินขึ้นเขาไม่ชันมาก แต่เดินไปเรื่อยๆ ก็ชักเหนื่อยเหมือนกัน เมื่อเหนื่อยนักก็พักเดี๋ยวหนึ่งก่อน แล้วค่อนเดินทางต่อ เดินกันไปถ่ายรูปกันไป จุดไหนวิวสวยก็ถ่ายรูป ซึ่งตอนถ่ายรูปนี่นะ รู้สึกว่าทุกคนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย หน้าตาแต่ละคน ยิ้มแย้มแจ่มใส เก๊กท่ากันน่าดู
พวกเราใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณสองชั่งโมง ซึ่งเดินทางเร็วกว่าที่เขาบอกหนึ่งชั่วโมงแน่ะ ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน เมื่อถึงจุดพักแล้วพวกเราทุกคนก็ปลดเป้ออกจากหลัง ค่อยยังชั่วหน่อย สบายบ่าสบายหลังสักที จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันกางเต็นท์ หาฟืนมาทำเป็นเชื้อเพลิงก่อไป เพื่อจะได้ทำอาหาร แล้วก็อาศัยแสงสว่างใน
ตอนกลางคืน แถมด้วยความอบอุ่นอีกต่างหาก พวกเราอาบน้ำกันที่ลำธาร อาบน้ำแล้วก็สดชื่น...







2 ความคิดเห็น:

  1. แวะไปดูบล็อกเขาบ้างนะ
    http://seentravel.blogspot.com/
    http://moneysourcesonline.blogspot.com/
    http://moneyclikonline.blogspot.com/
    http://tum-yuwie.blogspot.com/
    http://tummygpt.blogspot.com/

    ตอบลบ